ศูนย์การได้ยิน การพูด การทรงตัวและเสียงในหู

ศูนย์การได้ยิน การพูด การทรงตัวและเสียงในหู


การได้ยิน ปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

ท่านทราบหรือไม่ว่าทารกแรกเกิด จำนวน 3 ใน 1,000 ราย มีความพิการทางการได้ยิน หรืออาการหูตึงมาแต่กำเนิด ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการโดยรวม และโดยเฉพาะการพูด ที่ส่งผลให้เด็กมีโอกาสเป็นใบ้สูงขึ้น ถ้าไม่ได้รับการตรวจวินิฉัย และฟื้นฟูบำบัดทันเวลา ผู้ใหญ่อาจหูตึงได้เร็วกว่าวัย จากการทำงานในที่เสียงดัง หรือรับฟังเสียงดังมากเกินไป แม้แต่การดูหนัง ฟังเพลง หรือเข้าผับ

ด้วยความเสี่ยงดังกล่าว ส่งผลให้ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ เล็งเห็นถึงความปลอดภัยของทารก และผู้ประสบปัญหาความผิดปกติทางการได้ยิน จึงเปิดศูนย์การได้ยิน การพูด การทรงตัว เสียงในหู เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

ปัจจุบันด้วยความเจริญทางเทคโนโลยีก้าวหน้า สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด และหากว่าสงสัยว่าหูหนวกหรือหูตึง ควรตรวจยืนยันภายในเวลา 6 เดือนแรก จะทำให้การรักษาและฟื้นฟูบำบัดโดยใช้เครื่องช่วยการได้ยินและสอนพูดได้ทันเวลา เพื่อไม่ให้อาการหูตึง หูหนวกเป็นเหตุให้ไม่สามารถพูดได้ หรือเป็นใบ้ในที่สุด หากพบแพทย์ช้า การฟื้นฟูจะเป็นไปได้ยาก เพราะพัฒนาการทางสมองส่วนการได้ยินจะสูญเสียไปภายใน 2 ขวบ ดังนั้น การฟื้นฟูอาการหูตึงในเด็กแรกเกิด ควรทำตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ขวบ เนื่องจากจะสามารถเสริมทักษะต่าง ๆ ได้ง่าย แต่ถ้าหากอายุเกิน 6 ขวบ การฟื้นฟูจะยากหรืออาจไม่เกิดผล เพราะสมองที่พัฒนาการพูดหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม หากเด็กไม่ได้ผ่านการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่แรกเกิด ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการเริ่มต้นได้ อาทิ เด็กไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงหรือพูดด้วยไม่หัน ไม่รับรู้ ไม่เลียนเสียงพ่อแม่ ออกเสียงไม่ชัดเจน

ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองการได้ยินตั้งแต่แรกคลอด โดยวัดการรับรู้ตอบสนองของปลายประสาทรับเสียงในหูขั้นใน (Otoacoustic Emmission) ถ้าไม่ผ่านด้วยเหตุใดก็ตามจะต้องมีการตรวจซ้ำ และยืนยันโดยวัดการได้ยินระดับก้านสมอง (Auditory Brainstem Response) การตรวจดังกล่าว เด็กจะไม่มีการเจ็บปวดใดๆ เป็นการฟังเสียงตามปกติ และหากตรวจพบความผิดปกติ จะทำการตรวจหาระดับการได้ยินที่ถูกต้อง ณ ความถี่ต่างๆ (Auditory Steady State Response) เพื่อจัดเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมแต่ละข้างและเป็นราย ๆ ไป เพราะเด็กที่หูพิการนั้นมีระดับการสูญเสียตั้งแต่น้อยไปถึงรุนแรง

ผู้สูงอายุ กับ อาการหูอื้อหูตึง เวียนศีรษะ

ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มักถูกเรียกว่าผู้สูงอายุและถูกจัดเข้ากลุ่ม “วัยเสื่อม” เมื่อเกิดอาการหูอื้อหูตึง เวียนศีรษะ ก็มักจะถูกละเลย คิดว่าเสื่อมจากวัย ไม่อาจแก้ไขให้คืนดีได้ คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องยอมรับ โดยมิได้มีความเข้าใจเรื่องการเสียการได้ยิน และโดยเฉพาะการเสียทรงตัวในผู้สูงอายุ ว่าเป็นเรื่องซับซ้อนที่อาจมีหลายเหตุปัจจัยที่เป็นอันตรายและอาจป้องกันได้ อาจแก้ไขให้ฟื้นคืนดีได้ อย่างไรก็ตาม การแพทย์ได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันได้มีการให้ความสนใจผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีบริการตรวจวินิจฉัยให้การรักษาผู้สูงอายุมากขึ้น

การแพทย์ในสาขาผู้สูงอายุเป็นเรื่องซับซ้อนและละเอียดอ่อน เนื่องจากโรคของผู้สูงอายุ ยากจะจำกัดอยู่ ณ อวัยวะเดียวของร่างกาย แต่มักพบความผิดปกติของหลายอวัยวะร่วมกัน ร่วมกับการมีโรคทางกายอื่นๆ เรื้อรังหรือทับซ้อน รวมทั้งการเสื่อมโดยธรรมชาติ ทำให้การให้การวินิจฉัยและการดูแลรักษายากยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ จำเป็นต้องเข้าใจปัจจัยร่วมต่าง ๆ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อการดูแลรักษาผู้สูงอายุได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

การเสียสมรรถภาพการทรงตัว หรือเกิดอาการเวียนศีรษะรวมทั้งการเสื่อมการได้ยิน เป็นเรื่องที่พบบ่อยในผู้สูงอายุโดยเฉพาะ และมักได้รับการละเลยว่าเนื่องจากอายุมากแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความผิดปกติหลาย ๆ อย่างอาจป้องกันได้ และแม้เกิดขึ้นแล้วก็อาจรักษาให้หายได้ หรือแก้ไขให้ทุเลา รวมทั้งการพื้นฟูบำบัดให้กลับฟื้นคืนดีได้ ยิ่งกว่านั้น อาการเวียนศีรษะในผู้สูงอายุอาจมีสาเหตุจากโรคแฝงทางร่างกาย หรือโรคทางสมอง ซึ่งอาจร้ายแรงเป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น ภาวะการณ์ขาดเลือดของสมองและหูชั้นใน การผิดปกติของกระดูกคอไปทับเส้นเลือดไปสมอง

ศูนย์การได้ยิน การพูดการทรงตัวและเสียงในหู โรงพยาบาลกรุงเทพ มีแพทย์เฉพาะทาง และเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อตรวจแยกหาสาเหตุการเสียการได้ยินและการทรงตัว รวมทั้งการให้การรักษาและฟื้นฟูบำบัด ทั้งทางการได้ยินด้วยเครื่องช่วยฟัง และการทรงตัวโดยการฝึกบริหารให้ผู้สูงอายุได้


 

สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์อายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลกรุงเท

ชั้น 2 อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719

Email: bmcintermed@bangkokhospital.com