โรคพาร์กินสัน

BangkokHospital

BangkokHospital

โรคทางสมองที่พบได้เป็นอันดับสองรองจากอัลไซเมอร์ ก็คือ โรคพาร์กินสัน ซึ่งสถานการณ์ของโรคนี้ในปัจจุบันพบว่ามีอัตราเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  ยิ่งอายุมากขึ้นโอกาสเสื่อมของเซลล์สมองก็จะยิ่งมากตามไป ซึ่งโดยเฉลี่ยจะเริ่มที่อายุ 60-65 ปี 

 

นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์  ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ว่า “โรคพาร์กินสันจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ‘ความผิดปกติของระบบ การเคลื่อนไหว’ (Motor System Disorders) ซึ่งทางการแพทย์ยังไม่ สามารถระบุสาเหตุที่มาของโรคได้แน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากเซลล์สมองผลิตสารที่ชื่อว่า ‘โดพามีน’ ไม่เพียงพอ

หน้าที่ของสารนี้คือ ช่วยให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวอย่างสมดุลและประสานกัน เมื่อขาดสารนี้ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติทางประสาทส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว ซึ่งจะปรากฏอาการโดยทั่วไป ได้แก่
  • อาการสั่น (Tremor) ที่มือ แขน ขา กราม และใบหน้า
  • อาการกล้ามเนื้อเกร็ง (Rigidity) แขนขาหรือลำตัวแข็งไม่สามารถขยับได้
  • อาการเคลื่อนไหวช้าลง (Bradykinesia)
  • สุดท้ายคืออาการเสียการทรงตัว (Postural Instability) และกล้ามเนื้อ ทำงานไม่ประสานกัน

เมื่ออาการเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะเดิน พูด หรือทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ได้อย่างยากลำบาก มีปัญหาด้านการกลืน การเคี้ยว การพูด การถ่ายปัสสาวะ มีอาการท้องผูก และมีปัญหาผิวหนัง นอกจากนี้อาจมีอาการซึมเศร้า อารมณ์เปลี่ยนแปลง และนอนไม่หลับร่วมด้วย”


เมื่อสงสัยว่าอาจเข้าข่ายเป็นโรคพาร์กินสัน ควรเข้ารับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ระบบประสาทวิทยา


“เบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยโรคโดยดูจากประวัติการรักษา ผลข้อมูลที่ได้จากการสแกนสมอง (CT Scan หรือ MRI Scan) และเทคโนโลยีเครื่องสแกนรังสี F-DOPA PET Scan สำหรับวินิจฉัย การทำงานของสมองและตรวจปริมาณสารโดพามีน

ในปัจจุบันนั้นโรคพาร์กินสันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถช่วยให้อาการของโรคที่ดีขึ้นได้ ด้วยการให้ยาเพื่อเพิ่มปริมาณของสารโดพามีน หรือสร้างสารที่ทำหน้าที่ทดแทนการทำงานของสารโดพามีนในสมอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติดีขึ้นจนใกล้เคียงภาวะปกติ

อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเป็นเวลานาน การใช้ยาเพื่อระงับอาการผิดปกติภายนอกต่อเนื่องหลายปี อาจทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงและมีการตอบสนองต่อยาเปลี่ยนไป

การรักษาผู้ป่วยด้วยเทคนิคใหม่โดยใช้การผ่าตัดใส่ชุดอุปกรณ์กระตุ้นประสาทส่วนลึก หรือ Deep Brain Simulation (DBS Therapy) จึงได้รับการพัฒนาเข้ามาแทนที่”


เทคนิค Deep Brain Simulation (DBS Therapy) เป็นการรักษาที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา โดยแพทย์จะใส่อุปกรณ์ขนาดเล็กซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ (Pacemaker) เข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย อุปกรณ์ตัวนี้จะส่งสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าไปยังสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทำให้คนไข้สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันและควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีกว่าเดิม ซึ่งโรงพยาบาลกรุงเทพ นับเป็นโรงพยาบาลในอันดับแรกๆ ที่ทำการรักษาโรคพาร์กินสันได้ด้วยเทคนิคดังกล่าว

“DBS Therapy เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่พบการดื้อยา และไม่มีภาวะเสี่ยงหากต้องเข้ารับการผ่าตัด เป็นเทคนิคการรักษาที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีทั้งกับผู้ป่วยพาร์กินสันและโรคอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางสมอง อาทิ โรคลมชัก โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงโรคทางจิตเวช  เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคซึมเศร้า ภาวะคอกระตุก และ กล้ามเนื้อบิดเกร็ง”

นอกจากการรักษาทางการแพทย์และกำลังใจจากครอบครัวแล้วการฟื้นฟูก็นับเป็นอีกแนวทางหนงในการรักษาผู้ป่วยพาร์กินสันให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  เนื่องจากโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียสมรรถภาพทางร่างกาย ตลอดจนมีความผันผวนของอารมณ์และจิตใจ ซึ่งส่งผลต่อทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม

 


แพคเกจที่เกี่ยวข้อง

 

 


บทความคลินิกพาร์กินสัน และการเคลื่อนไหวผิดปกติ

 


สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ
ชั้น 4 อาคารเวชศาสตร์ฟื้นฟู (อาคาร R)

โทร. 0 2310 3011 หรือ โทร.1719 แฟกซ์: 0 2310 3012
Email: info@bangkokhospital.com